การปฏิรูปการเมืองไทยให้ยั่งยืน

 

ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองนับจากปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2556 เป็นเวลาถึง 81 ปี  แต่เราไม่เคยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่แท้จริง.

เรามีรัฐประหาร 27 ครั้ง, สำเร็จ 13 ครั้ง และมีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ.

สาเหตุหลัก มาจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดจิตวิญญาณประชาธิปไตย กล่าวคือ ขาดการรักษาและป้องกันสิทธิของตนเอง รวมทั้งขาดความตระหนักในหน้าที่ความเป็นพลเมือง.

สาเหตุหลักอีกประการหนึ่ง คือ เรามีรัฐธรรมนูญที่มีจำนวนมาตรามากเกินไป  ซึ่งเป็นเหตุทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง และ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็ขาดการออกแบบเพื่อให้ อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ, ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ สามารถตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances) กันได้จริง อีกทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองโดยตรง (Direct Democracy) เพื่อการถ่วงดุลการใช้อำนาจของทั้งสามฝ่าย ด้วยการเสนอนโยบายหรือความคิดเห็นสนับสนุน, โต้แย้ง หรือยับยั้ง (Veto) โดยผ่านการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) และการลงประชามติ (Referendum).

ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองการปกครองไทยให้ยั่งยืนจึงต้องปฏิรูป
ทั้งในเรื่องของคน คือ การให้การศึกษา
และเรื่องของระบบ คือ การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.

  1.  เรื่องคน : การศึกษาต้องมาก่อน

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ประชาชน เพราะประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย.  ดังนั้นจะต้องมีการให้การศึกษาต่อประชาชนทั้งในรูปแบบ (Formal Education) และนอกรูปแบบ (Non-formal Education) เพื่อให้ประชาชนมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย คือ รู้จักรักษาและป้องกันสิทธิของตนเอง รวมทั้งมีความตระหนักในหน้าที่ความเป็นพลเมืองและหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม.

นอกจากนี้การศึกษายังจะช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความไม่รู้และความยากจน (Ignorance and Poverty) อันจะทำให้ประชาชนมีเศรษฐกิจพอเพียงและไม่พึ่งพา, ประชาชนจึงจะมีอิสระในการตัดสินใจทางการเมือง และจะทำให้ระบบการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง สามารถสะท้อนความต้องการอันแท้จริงของประชาชน (Popular will) ได้.

“ความเป็นประชาธิปไตย (Democraticness) จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประชาชนมีการศึกษา,
มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย และมีสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบของความเป็นพลเมือง.”
การศึกษาจึงต้องได้รับการกำหนดให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ (National Agenda) … เพื่อการพัฒนาคน.

 

2.  เรื่องระบบ :  การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรได้รับการออกแบบ (Design) โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ความมีเสถียรภาพ (Stability), ความสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ (Viability) และความยั่งยืน (Sustainability).

ดังนั้น  รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรมีมาตราน้อยๆ ที่กำหนดเกี่ยวกับเรื่องของหลักการประชาธิปไตย,  รายละเอียดในเรื่องวิธีการและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ ควรไปออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งสามารถยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขให้ทันยุคทันสมัยได้,

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะได้ยั่งยืน เพราะมีแต่หลักการประชาธิปไตยที่ไม่มีอะไรต้องยกเลิกหรือแก้ไข.

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรแบ่งอำนาจอธิปไตยจากเดิม 3 อำนาจ เป็น 4 อำนาจ เพื่อให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบและถ่วงดุล รวมทั้งการให้ความสำคัญต่อการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นสนับสนุน, โต้แย้ง หรือยับยั้ง โดยผ่านการทำประชาพิจารณ์และการลงประชามติ   อันจะเป็นการแก้ปัญหาการออกมาประท้วงของประชาชน ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น และเป็นปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก.

 

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรได้รับการออกแบบ
เพื่อแบ่งโครงสร้างอำนาจอธิปไตยเป็น 4 อำนาจ  ดังนี้
:-

1. อำนาจนิติบัญญัติ : รัฐสภา

1.1) สภาผู้แทนราษฎรต้องกำหนดให้มีวาระครบ 4 ปี โดยไม่มีการยุบสภา (เพื่อให้สภามีเสถียรภาพ), รัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติและควบคุมการบริหารของฝ่ายบริหาร.

1.2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระ 4 ปี แต่จะมีการเลือกตั้งทุก 2 ปี, และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่มา (หรือลาออกมา) รับตำแหน่งในฝ่ายบริหารในสภาสมัยเดียวกัน (เพื่อแยกอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารออกจากกันให้ชัดเจน).

1.3) วุฒิสภาควรมีวาระ 6 ปี โดยกำหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากจังหวัด และการเลือกตั้งตัวแทนจากสาขาอาชีพ, การเลือกตั้งควรมีทุก 3 ปี.

1.4) การออกกฎหมายสำคัญที่มีผลกระทบต่อชาติหรือประชาชนในวงกว้าง ต้องกำหนดให้มีกระบวนการ (Process) ในการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น, จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์และการลงประชามติเมื่อจำเป็น โดยผ่านองค์กร “สภาประชาชน”.

2. อำนาจบริหาร : คณะรัฐมนตรี

2.1) นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งทั่วไปโดยตรง และนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เลือกรัฐมนตรีด้วยตนเอง.

2.2) นายกรัฐมนตรีจะต้องมีวาระครบ 4 ปี แต่สามารถถูกถอดถอนได้. การถอดถอนนายกรัฐมนตรีจะไม่มีผลต่อการยุบสภา (เพื่อให้สภามีเสถียรภาพ และแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหารให้ชัดเจน).

2.3) อำนาจบริหารจะต้องได้รับกระจายสู่ท้องถิ่น จากระดับจังหวัดสู่อำเภอและสู่ตำบล โดยมีรูปแบบและกำหนดเวลากระจายอำนาจที่ชัดเจน. ท้องถิ่นต้องมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย, ตั้งงบประมาณ, บริหารบุคคลและจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นเอง.

2.4) การกำหนดนโยบายหรือโครงการที่มีผลกระทบต่อชาติหรือประชาชนในวงกว้าง จะต้องได้รับการทำประชาพิจารณ์และการลงประชามติโดยผ่านองค์กร “สภาประชาชน”.

3. อำนาจตุลาการ : ศาล

3.1) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับการกลั่นกรองจากวุฒิสภา.

3.2) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองและตุลาการศาลปกครองได้รับการกลั่นกรองจากวุฒิสภา.

3.3) ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย, สะดวก, รวดเร็ว และทั่วถึง.

3.4) ปฏิรูปกระบวนการพิจารณาคดีของศาลให้เป็นไปอย่างถูกต้อง, รวดเร็ว และเป็นธรรม

4. อำนาจตรวจสอบและถ่วงดุล : องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและสภาประชาชน

4.1) ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้รับการกลั่นกรองจากวุฒิสภา

4.2) องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน       (คตง.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน.

4.3) องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กรจะต้องมี “หน่วยงานในระดับจังหวัดประจำทุกจังหวัดและทุกตำบล” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ

4.4) องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร ควรมี “ตำรวจของแต่ละองค์กร” ประจำในส่วนกลางและหน่วยงานระดับจังหวัดของแต่ละองค์กร ได้แก่ ตำรวจ กกต., ตำรวจผู้ตรวจการแผ่นดิน, ตำรวจ ปปช., ตำรวจ  คตง. และตำรวจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน.

4.5) ประชาชนจะต้องได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างจริงจัง และกำหนดให้ประชาชนคือ “ผู้เสียหาย” ที่สามารถฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้โดยตรง.

4.6) “สภาประชาชน” จะต้องได้รับการจัดตั้งอย่างอิสระ เพื่อใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองโดยตรงในการถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ. “สภาประชาชน” ประกอบด้วยส่วนกลาง, ส่วนจังหวัด, ส่วนอำเภอ และส่วนตำบล.

4.7) “สภาประชาชน” มีหน้าที่เสนอนโยบาย, ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และมี“อำนาจยับยั้ง” กฎหมาย, นโยบายหรือโครงการสำคัญของฝ่ายบริหารที่มีผลกระทบต่อชาติหรือประชาชนในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์และการลงประชามติ.

 

การปฏิรูปการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยให้ยั่งยืน
จะต้องทำเรื่องใหญ่ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือ เรื่องคนและเรื่องระบบ.

เรื่องคน

  • ประชาชนจะต้องได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาให้มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย  และการศึกษาจะช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน, มีเศรษฐกิจพอเพียงไม่พึ่งพา  และมีอิสระในการตัดสินใจทางการเมือง, ทั้งหมดนี้จึงจะทำให้ระบบการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียงสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง.

เรื่องระบบ :

  • จะต้องมีการจัดโครงสร้างอำนาจใหม่โดยการแยกอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารให้ชัดเจน เพื่อให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลการบริหารของคณะรัฐมนตรีได้,
  • จะต้องมีการตรวจสอบขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมีหน่วยงานประจำจังหวัดและประจำตำบล
  • และมีตำรวจขององค์กรอิสระแต่ละองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการตรวจสอบ อันจะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมากขึ้น,
  • และจะต้องมี “สภาประชาชน” เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยสามารถถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ โดยให้สภาประชาชนสามารถเสนอนโยบาย, ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้ และมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย, นโยบายหรือโครงการสำคัญที่มีผลต่อประชาชนในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์และการลงประชามติ.

การมีสภาประชาชน  เป็นการจัดโครงสร้างอำนาจให้ประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยทางตรง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง, ลดการประท้วงและลดความรุนแรงที่นับวันจะมีมากขึ้น.  รูปแบบของสภาประชาชนดังกล่าวอาจจะเป็นต้นแบบให้กับประเทศประชาธิปไตยในหลายประเทศทั่วโลก.

การปฏิรูปการเมืองไทยให้ยั่งยืนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์อยู่ส่วนกลางให้กระจายสู่ท้องถิ่น.   การกำหนดนโยบาย, งบประมาณ และการบังคับบัญชาจากส่วนกลางตลอดระยะเวลา 81 ปี ที่ผ่านมา, ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบทมากขึ้น รวมทั้งส่งผลให้การศึกษาของไทยตกต่ำลงทุกวัน.

การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีและกระทรวงต่างๆ ไม่สามารถปกป้องประชาชนจากบริษัทอิทธิพลระดับประเทศ รวมทั้งบริษัทอิทธิพลข้ามชาติที่กำลังคุกคามต่อเศรษฐกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติ, สังคม และสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในท้องถิ่น.

การปฏิรูปการเมืองจึงต้องให้ความสำคัญของการปฏิรูปท้องถิ่นเป็นอย่างสูง,
และ “การศึกษา” จะต้องเป็นพันธกิจ (
Mission) สำคัญของทุกท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาคน.
“ประชาธิปไตยจะก้าวหน้า…ท้องถิ่นต้องได้รับการพัฒนา”.

         การปฏิรูปการเมือง คือ การปฏิรูปการใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจรัฐ เพื่อไปปฏิรูปประเทศไทยในด้านอื่นๆ
ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ, สังคม และการศึกษา อันจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนที่กำลังเพิ่มมากขึ้น.
ดังนั้นการปฏิรูปประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเริ่มจากการปฏิรูปการเมืองไทยให้ยั่งยืน.

 

พีระ พนาสุภน

5 ม.ค. 57

Still quiet here.sas

Leave a Response