อำนาจอธิปไตยภายใต้พรรคการเมือง

ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย…อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย.



รัฐธรรมนูญได้แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

และได้กำหนดให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่:-

คณะกรรมการการเลือกตั้ง,
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ,
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
และผู้ตรวจการแผ่นดิน
เพื่อให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของทั้ง 3 ฝ่ายดังกล่าว.

แต่…การปกครองระบอบประชาธิปไตยภายใต้เศรษฐกิจในระบบทุนนิยม, อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยกลับตกอยู่ภายใต้อำนาจเงินของพรรคการเมืองที่มีนายทุนระดับชาติสนับสนุน กล่าวคือ :-

1)  พรรคการเมืองส่งคนของพรรคเข้ารับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พร้อมสนับสนุนเงินเพื่อการซื้อเสียงเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ ส.ส. คุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อให้ได้ ส.ว.คุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา, อันเป็นการควบคุมอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ออกกฎหมายตามความต้องการผู้ที่เป็นนายทุนที่ควบคุมพรรคการเมือง.

2) ส.ส.เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีจะไปเป็นผู้เลือกรัฐมนตรีต่างๆ ตามความต้องการของนายทุนผู้ควบคุมพรรคการเมือง, อันเป็นการควบคุมฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและโครงการตามความต้องการของนายทุนที่ควบคุมพรรคการเมือง.

 3) ส.ว.เสียงข้างมากในวุฒิสภา จะเป็นผู้กลั่นกรองบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครอง ซึ่งมีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร.  ดังนั้น หากพรรคการเมืองสามารถคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ ก็จะทำให้พรรคการเมืองสามารถควบคุมอำนาจตุลาการในการพิพากษาคดี, อันเป็นการควบคุมอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ.

4) ส.ว.เสียงข้างมากในวุฒิสภา จะเป็นผู้กลั่นกรองบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ.   ดังนั้น หากพรรคการเมืองสามารถควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ ก็จะทำให้พรรคการเมืองสามารถควบคุมผู้มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญได้, อันเป็นการควบคุมอำนาจการตรวจสอบขององค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ.

 

ดังนั้น…เราจึงจำเป็นต้อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เพื่อออกแบบโครงสร้างอำนาจอธิปไตยใหม่ ดังนี้ :-

1) อำนาจนิติบัญญัติ ต้องแยกจาก อำนาจบริหาร โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง. สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ออกกฎหมาย และควบคุมการใช้งบประมาณของฝ่ายบริหาร, ไม่มีการยุบสภา และ ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง.

2) นายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปโดยตรงจากประชาชน สามารถถูกถอดถอนได้โดยไม่ต้องมีการยุบสภา.

3) วุฒิสภาควรประกอบด้วย ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด และมาจากการเลือกตั้งของสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองสามารถคุมเสียงข้างมากของ ส.ว. ได้โดยง่าย.

4) มีกระบวนการสรรหาตุลาการและประธานศาลของแต่ละศาลเพื่อให้วุฒิสภากลั่นกรอง.

5) อำนาจตรวจสอบขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้มีการจัดตั้งหน่วยงานประจำจังหวัดและประจำตำบล และให้มีตำรวจของแต่ละองค์กร.

6) สภาประชาชนจะต้องได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างอิสระ และทำงานแบบอาสาสมัคร, มีอำนาจถ่วงดุลด้วยการเสนอหรือยับยั้งกฎหมาย, นโยบาย หรือโครงการ โดยผ่านการทำประชาพิจารณ์และการลงประชามติ,  อันเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชน.

 

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่…โดยมีโครงสร้างอำนาจอธิปไตยใหม่ดังกล่าว
จะมีส่วนช่วยปลดแอกอำนาจอธิปไตยของประชาชนให้หลุดพ้นจากอำนาจทุนของพรรคการเมือง,
อันเป็นการปฏิรูปการเมืองไทยให้ยั่งยืน.

การเมืองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจรัฐ เพื่อไปปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ
เช่น  เศรษฐกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติ, สังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา ฯลฯ
เพื่อสร้างคนให้มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย, มีจิตต่อสาธารณะ, สำนึกในหน้าที่พลเมือง,
มีเศรษฐกิจพอเพียง และมีอิสระในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อให้การเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง
สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชน (
Popular Will) ได้อย่างแท้จริง.

 

พีระ พนาสุภน

13 ม.ค. 57

Still quiet here.sas

Leave a Response