เว้นวรรคสภา…ดีกว่ายุบสภา

ความรู้สึกเป็นทุกข์และไม่สบายใจกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ทำให้ผมอดลองคิดดูไม่ได้ว่า

 “ถ้าไม่มีสภา ไม่มีรัฐบาล และไม่มีพรรคการเมือง สัก 3 เดือน,
6 เดือน หรือ 1 ปี บ้านเมืองเราจะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่?”.

โดยหลักการแล้ว บ้านเมืองจะขาดรัฐบาลแม้แต่เพียงวินาทีเดียวก็ไม่ได้
แต่ที่ลองคิดอย่างนี้ดูก็เพราะรู้สึกว่า เราเสียงบประมาณปีละหลายพันล้านบาท
เพื่อให้สมาชิกสภามาทะเลาะกันโดยขาดสำนึกต่อหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ,

เรามีรัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองให้สงบสุขได้
และเรามีพรรคการเมืองที่ต้องการจะต่อสู้ทุกอย่าง เพื่อให้พรรคได้เป็นฝ่ายรัฐบาลมากกว่า
เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน.

การยุบสภา หรือลาออก หรือแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตราหรือ 6 มาตรา แล้วเลือกตั้งใหม่
เพื่อเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนตามที่เรียกร้อง
ทั้งหมดนี้ สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้ได้จริงหรือไม่?

ถ้าหากมีพรรคใดพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา
รัฐบาลใหม่จะมีมาตรการอะไรหรือไม่ที่จะเป็นหลักประกันได้ว่า
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม,
ปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน
และปัญหาเรื่องคอรัปชั่นจะหมดไป?

และถ้าหากไม่มีพรรคใดสามารถชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา
จนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
จะมีหลักประกันอะไรหรือไม่ว่าการชุมนุมประท้วงในรูปแบบปัจจุบัน จากฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีก?

ผมจึงขอเสนอแนวคิดเรื่อง

การเว้นวรรคสภาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อจัดตั้งสภาแห่งชาติขึ้นมา

รับผิดชอบเรื่องการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ.


สภาแห่งชาติควรมีอายุไม่เกินอายุที่เหลือของสภาปัจจุบัน คือ ประมาณหนึ่งปีครึ่ง

และผมขอเสนอว่ารัฐธรรมนูญใหม่ควรประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการคือ :-

1. ความมีเสถียรภาพ (stability) การเมืองจำเป็นต้องมีเสถียรภาพ.  เมื่อมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรแล้ว ทำอย่างไรจึงจะทำให้สภามีอายุอยู่ได้ครบ 4 ปี,  ไม่ต้องมาหาเรื่องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งกันใหม่บ่อยๆ.    เมื่อได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว  ทำอย่างไรจึงจะอยู่บริหารงานได้ครบวาระ 4 ปี… แต่ถูกถอดถอนได้ถ้าทำผิดกฎหมาย, จะไม่มีการหาเรื่องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและเปลี่ยนรัฐมนตรีกันแบบต่างตอบแทน คล้ายๆ กันกับการเล่นเก้าอี้ดนตรีให้ประชาชนดู.

2. ความสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ (viability)   เรามีการเลือกตั้งแบบ การมีตัวแทนที่ขาดความเป็นผู้แทนที่แท้จริง (Representation  without  representativeness)  เพราะมีการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างกว้างขวาง.   การเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงไม่สามารถสะท้อนเจตนารมณ์อันแท้จริงของประชาชน (False popular will)”.    การซื้อเสียงนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นและการเตรียมเงินไว้เพื่อซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป,

ทำอย่างไรเราจึงจะตัดตอนวงจรอุบาทว์ดังกล่าวนี้ได้?

การเลือกตั้งในระบบ 1 คน  1 เสียง (One man, one vote) ที่ผ่านมา ก็เป็นเพียง ‘เกมของตัวเลข (The game of numbers),‘  ทำอย่างไรเราจึงจะได้คนดีมีคุณภาพเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร?   สังคมไทยโดยเฉพาะในชนบทอยู่กันแบบครอบครัว, คนในหมู่บ้านนับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง เป็นลุงป้าน้าอากัน, แต่ระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้งแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน กำลังทำให้ครอบครัวและสังคมไทยแตกแยกหรือไม่?

ทำอย่างไรเราจึงจะมีรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย?  ประเทศอังกฤษ, ฝรั่งเศส, อเมริกา และเยอรมัน  ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย  ต่างก็มีรัฐธรรมนูญในรูปแบบของตนเอง.

3.ความยั่งยืน (sustainability)  รัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษไม่ต้องเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะคนในชาติมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย หวงแหนและป้องกันสิทธิเสรีภาพของตนเอง.   รัฐธรรมนูญของอเมริกาก็มีเพียงไม่กี่มาตรา เพราะการศึกษา, สังคม และสื่อสารมวลชนของอเมริกาปลูกฝังเรื่องประชาธิปไตยให้แก่คนอเมริกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย.

สังคมไทยปัจจุบันก็ตื่นตัวมากในเรื่องสิทธิเสรีภาพและ  ความเสมอภาค แต่ยังต้องพัฒนาในเรื่อง “หน้าที่และความรับผิดชอบ”.

ความเป็นประชาธิปไตย (democraticness) จะยั่งยืนต่อเมื่อประชาชนมีการศึกษา,
มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย และมีสำนึกในหน้าที่  และความรับผิดชอบ. 
การศึกษาจะมีส่วนช่วยในการสร้างคนให้สอดรับกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้อย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงการปกครองนับจาก พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2553 เป็นเวลา 78 ปี,

เรามีรัฐประหาร 27 ครั้ง สำเร็จ 13 ครั้ง และมีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ.

รัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องออกแบบให้การเมืองมีเสถียรภาพ

สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ และต้องออกแบบให้มีความยั่งยืน.

หลักการสำคัญ 3 ประการดังกล่าว ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญนำไปใช้ออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ให้ดี

ก็จะทำให้ระบบการเมืองและคนในสังคมมีภูมิต้านทานต่อการรัฐประหาร,

มีภูมิต้านทานต่อการถูกชักจูงมาชุมนุมประท้วงแบบที่สังคมไม่พึงปราถนา

และมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้.

ระบบการเมืองที่ดีจะต้องสนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจ,

ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม,

สามารถกระจายรายได้เพื่อปลดแอก คนรากหญ้าให้มีอิสระทางเศรษฐกิจ 

เพื่อจะได้มีอิสระทางการเมือง,  สามารถแปลงนโยบายประชานิยมเพื่อให้เป็นสวัสดิการจากรัฐ,

สามารถลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น  และสามารถลดปัญหาเรื่องสองมาตรฐานจากกระบวนการยุติธรรมได้.


ข่าวและบทความ 
ที่นำเสนอในสื่อสารมวลชนปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นการเสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหว และการวิเคราะห์สถานการณ์, มีการเสนอทางออก  แต่ก็จะจำกัดอยู่ในกรอบความคิดของการเจรจากับการยุบสภา.   สังคมไทยอาจจำเป็นต้องคิดออกนอกกรอบ, คิดไปรอบด้าน และคิดแบบสร้างสรรค์มากขึ้นเพื่อช่วยกันหาทางออก.

ข้อเสนอของผม เรื่องการเว้นวรรคสภาในรูปแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน แล้วจัดตั้งสภาแห่งชาติและหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเสถียรภาพ, สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้และมีความยั่งยืน ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง.

ผมจึงเสนอมาเพื่อให้ท่านได้โปรดพิจารณา  เพราะพลัง ของสังคมก็คือพลังของตัวเราเองหนึ่งคน
แต่ทุกๆ คนรวมเป็นหนึ่งเดียวครับ (The power of ONE).

                                                                                                พีระ  พนาสุภน

                                                                                             1  พฤษภาคม  2553

Still quiet here.sas

Leave a Response