“ระบบการเมืองไทยล้มเหลว”

ผมมีความเห็นว่า “ระบบการเมืองไทยล้มเหลว” ด้วยเห็นผลดังต่อไปนี้ :-

ประการแรก สภาผู้แทนราษฎรล้มเหลว ซึ่งจะเห็นได้จากการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี ’54 ที่ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่สนใจทักท้วง, เสนอแนะหรือให้แนวทางอย่างสร้างสรรค์ต่อการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการพัฒนา ประเทศ กลับมีแต่การประท้วง, เสียดสี, ยั่วยุ และออกนอกเรื่อง โดยส.ส.เพียงส่วนน้อยที่ทำตัวเป็น “ดาวสภา”; และจะเห็นได้จากการประชุมเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ล้มเหลว เพราะในที่สุดรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะอยู่ต่อไปได้เพราะ “เสียงข้างมาก”, การโหวตหรือการลงมติโดยอิสระของส.ส.ก็มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า มาจากเจตนาอันบริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ของชาติ?…หรือเป็นเพราะผลประโยชน์ ส่วนตัว.

ประการที่สอง ระบบการเลือกรัฐมนตรีล้มเหลว เพราะ…

เป็น “ระบบรัฐมนตรีโควต้า”
และเป็น “ระบบรัฐมนตรีต่างตอบแทน”.

ที่ว่าเป็นระบบรัฐมนตรีโควต้า เพราะการจะมีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนส.ส.ของพรรคหรือกลุ่มของส.ส.ที่มาสวามิภักดิ์, และที่จำเป็นระบบรัฐมนตรีต่างตอบแทน ก็เพราะการจะมีโอกาสได้เป็รรัฐมนตรีนั้นขึ้นอยู่กับว่า “เป็นคนของใคร” และ ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของส.ส.ที่มีต่อพรรค…ไม่ใช่ต่อประชาชน.
เก้าอี้รัฐมนตรีกลายเป็น “สมบัติผลัดกันชม” แต่เผอิญเป็น “สมบัติของสาธารณะ”…ไม่ใช่ สมบัติส่วนตัวนะครับ. ระบบการเลือกรัฐมนตรีแบบนี้ล้มเหลว เพราะไม่ได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถและความเป็นคนดีของผู้ที่จะมาเป็น รัฐมนตรี,
ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ
และ…ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของคนไทย
(ไม่รู้ว่าเห็นคนไทยเป็นอะไร),
หย่อนบัตรเลือกตั้งให้แล้ว จะทำอะไรก็ได้…อย่างนั้นหรือ?

ประการที่สาม ระบบพรรคการเมืองล้มเหลว เพราะเรามี…
พรรคการเมืองที่ “เป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้ในเวลาเดียวกัน”,
พรรคการเมืองที่ “ชื่ออยู่พรรคหนึ่ง แต่ใจไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง”,
พรรคการเมืองที่มี “หลงจู๊”,
พรรคการเมืองที่ “มีเลขาธิการพรรคเป็นเจ้าของพรรค” ฯลฯ

โปรดอย่าลืมว่า พรรคการเมืองเหล่านี้ ได้รับเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชน เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้พรรคการเมืองเป็น พรรคของมวลชน (mass party) ครับ.
ที่ผมเสนอมาเป็นความเห็น “เชิงลบ” แต่ผมมีความเห็น “เชิงบวก” เสนอด้วย คือ “เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบการเมือง” โดยการสร้างกติกาใหม่ ได้แก่
กติกาใหม่ของระบบการเลือกตั้ง ที่จะตัดวงจรอุบาทว์ ของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทุจริต และเป็นกติกาใหม่ที่จะสามารถเลือกคนดีมีความรู้จากหลากหลายสาขาอาชีพเข้ามา สู่สภาผู้แทนราษฎรได้.

กติกาใหม่ของระบบพรรคการเมือง ที่จะตัดหลงจู๊พรรค เพื่อทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมวลชนที่แท้จริง และทำให้ส.ส.มีอิสระในการลงมติในสภาได้อย่างแท้จริง. ผมขอตั้งคำถามสำคัญคือ
“ส.ส.จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่?”
อีกทั้งในทางปฏิบัติ…มีส.ส.จำนวนมากที่สังกัดพรรคในนามเท่านั้น.

กติกาใหม่ของระบบสภาผู้แทนราษฎร ที่จะตัด “ม้อบอนาธิปไตย” ที่ใช้วิธีปลุกระดมมวลชนเพื่อมากดดันให้มีการยุบสภาเพื่อหวังผลของการเลือก ตั้งใหม่. กติกาใหม่ของระบบสภาผู้แทนราษฎรจะต้องทำให้
…สภามีเสถียรภาพอยู่ได้ครบวาระ 4 ปี,
กำหนดให้ส.ส.มีหน้าที่ออกกฎหมาย และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น
และกติกาใหม่ของระบบคณะรัฐมนตรี ที่จะตัด “ระบบรัฐมนตรีโควต้า” และ “ระบบรัฐมนตรีต่างตอบแทน” ได้
จะต้องตัดสิทธิ์ส.ส.ในการเป็นรัฐมนตรี,
และถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง…หรือยัง?

ระบบการเมืองไทยล้มเหลว จึงทำให้หาทางออกกันด้วยการกดดันทั้งในสภาและม้อบนอกสภา ให้มีการยุบสภาเพื่อหวังผลการเลือกตั้งใหม่, หาทางออกด้วยการทำรัฐประหารซึ่งรวมทั้ง การทำรัฐประหารเงียบ. ผมจึงหวังว่ากติกาใหม่ที่เสนอมานี้จะเป็นทางออกที่เป็นไปได้อีกทางหนึ่งที่ จะปฏิรูประบบการเมืองไทย. กติกาใหม่ที่ผมเสนอมานี้อาจจะฟังดูกว้างๆ และขาดรายละเอียด เพราะเป็นเพียงการเสนอ “แนวคิด” เท่านั้น. แต่แนวคิดที่ถูกจะทำให้เราเดินถูกทาง.

“ปฏิรูประบบการเมือง เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย”
____________________________

พีระ พนาสุภน
6 มิถุนายน 2553

Still quiet here.sas

Leave a Response