เราทุกคนต่างเป็นเหยื่อ

เราทุกคนต่างตกเป็น “เหยื่อทางการเมือง”… รวมทั้งตัวผมเองด้วย.

เราเลือกเสพข่าวที่เราต้องการจะเสพ  เพราะมีการ “เลือกข้าง” แล้ว.

เมื่อเราชอบ “ส้มตำ” ที่มีรสเปรี้ยว หวาน เค็ม และเผ็ด,
เราก็พอใจที่จะเลือกกินส้มตำ.

เมื่อเราชอบ “แกงจืด” ที่มีรสหวานตามธรรมชาติ,
เราก็พอใจที่จะเลือกกินแกงจืด.

และเมื่อเราชอบ “แกงเหลือง” ที่มีรสเผ็ดจัด,
เราก็พอใจที่จะเลือกกินแกงเหลือง… แกงจืดไม่เอานะ.


สื่อสารมวลชนบางรายก็เลือกข้างเหมือนกัน  ตกลงเราตกเป็นเหยื่อของใครกันบ้าง…

รัฐบาล?

คนที่อยู่ต่างประเทศ (ชอปปิ้งอยู่)?

หรือ สื่อสารมวลชน?

เหยื่อ ที่เป็นที่ต้องการของหลายฝ่าย  แสดงว่า “เหยื่อนั้น” มีความสำคัญ.
บางคน ไม่รู้ตัว, บางคน เพิ่งจะรู้ตัว
และบางคนบอกว่า  รู้ตัว… แต่เต็มใจนะ.

กรณีที่มีเยาวชนโพสต์ข้อความอันมีลักษณะจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ลงใน Facebook,  มีคนยกเอา Notebook มาวางให้ดูต่อหน้า…ผมอ่านดูแล้วก็ต้องยอมรับว่า “จริง”.

…น่าเป็นห่วงเยาวชนเหล่านี้ครับ  แต่ผมมองว่า…
เยาวชนเหล่านี้ต่างตกเป็น “เหยื่อทางการเมือง”.

ใครก็ตามที่ยังจำความคิดของตนเองได้ในสมัยวัยรุ่น  คงจะเข้าใจดีว่าเยาวชนเหล่านี้ยังขาดหลักคิดทั้งทางด้านสังคม, การเมือง, เศรษฐกิจ ฯลฯ

ผมอยากเห็นสถาบันอุดมศึกษา “รับ” แทนการ “ปฏิเสธ” ไม่รับเยาวชนเหล่านี้เข้าศึกษาต่อ.

ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยดังกล่าวมีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่รับเยาวชนในลักษณะนี้
เพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติที่ไม่พึงประสงค์ของสถาบัน.

ผมเพียงอยากเห็นมหาวิทยาลัย “ให้โอกาส” กับเยาวชนดังกล่าว เพราะเป็น “โอกาส” ของมหาวิทยาลัยที่จะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่า

การจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย
สามารถเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของเยาวชนไปในทางที่ดีได้.

เยาวชนเหล่านี้ได้รับ “พิษทางใจ” มามากพอแล้ว

เขาเหล่านั้นควรจะได้รับการเยียวยาแทนการเติม  พิษทางใจให้กับเขามากขึ้น.

ผมเพียงอยากเห็น

“ความเข้าใจ  ความเมตตา  และการให้อภัย”

ที่จะนำความสามัคคีปรองดองมาสู่คนในสังคมไทย.

พีระ พนาสุภน
7 มิถุนายน 2553


Still quiet here.sas

Leave a Response