การปะติดรูปประเทศไทย

การปะติดรูปประเทศไทย

ในการปฏิรูปประเทศไทย เราจำเป็นต้อง “ปะติดรูป” หลายๆ รูปเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเป็น “ภาพ” ของการปฏิรูปประเทศไทย  ซึ่งรูปต่างๆ เหล่านั้น ได้แก่

“รูปการเมืองและการปกครอง,
รูปเศรษฐกิจ, รูปการสาธารณสุข,
รูปสังคม, รูปการศึกษา, รูปวัฒนธรรม
และรูปการสื่อสารมวลชน”.

รูปต่างๆ เหล่านี้จะต้องนำมาปะติดกัน โดย “คณะกรรมการ” ชุดต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการปฏิรูปประเทศ อันได้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ที่มีศาสตราจารย์ นพ. ประเวศ วะสี “เป็นประธาน”,  คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน และคณะกรรมการปฏิรูปสื่อที่มีดร. ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ เป็นประธาน. คณะกรรมการแต่ละคณะต่างจะต้องรู้ว่า

“รูปแต่ละรูปที่คณะกรรมการรับผิดชอบอยู่นั้น
จะต้องปฏิรูปอะไร?  และปฏิรูปอย่างไร?”

เพื่อให้รูปที่คณะตนเองรับผิดชอบ “สามารถปะติดรูป” ร่วมกับรูปที่คณะอื่นรับผิดชอบ ออกมาเป็นภาพที่เป็นเป้าหมายร่วมกันของการปฏิรูปประเทศไทย.

“การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย” เป็น “ภาพร่วมกัน” ที่คณะกรรมการทั้ง 3 คณะตกลงร่วมกันหรือไม่?  หรือต่างคณะต่างก็มี “ภาพของตนเอง”?

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็มี “ภาพของตนเอง” ด้วยเช่นกันหรือไม่? และควรระมัดระวังว่า “การค้นหาความจริง” อาจเป็นการ “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ”, จึงไม่น่าแปลกใจที่คณะกรรมการชุดนี้ “มองหาคุณค่า” คือเรื่องความปรองดองด้วย. การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจะทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ได้ใช่หรือไม่?

หากการปฏิรูปประเทศไทยของคณะกรรมการชุดต่างๆ ต่างก็มี “ภาพของตนเอง” เราคงจะไม่ได้เห็น “ภาพร่วมกัน” ของการปฏิรูปประเทศ.  ประชาชนก็คงจะได้เห็นแต่ “ภาพละครการเมือง” ที่ต้องมาก่อน.
ผมจึงขอเรียนเสนอมายังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในเรื่องการกำกับดูแลคณะกรรมการชุดต่างๆ ดังกล่าว เพื่อให้เกิด “ภาพร่วมกัน” นี้ด้วย.

ผมขอเสนอ “โรดแมป” ของการปฏิรูปประเทศไทย 2 เรื่องที่สำคัญ โดยมีภาพรวมคือ “การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของไทย” ดังนี้:-

เรื่องที่ 1.  ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับการเมืองไทย

รัฐธรรมนูญใหม่ควรกำหนดให้มี “จำนวนมาตราน้อยๆ” ที่เป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เช่น  เรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค  และหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เป็นต้น.  องค์ประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ  เช่น  เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, การเข้าสู่อำนาจรัฐ,  การปกครองส่วนท้องถิ่น,  รัฐสภา, คณะรัฐมนตรี, ศาล, องค์กรตามรัฐธรรมนูญ,  การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ  ควรนำไปออกเป็น “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ” ซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ทันยุคทันสมัยได้โดยรัฐสภา.  รัฐธรรมนูญใหม่จะได้มีความยั่งยืนเพราะไม่มีอะไรที่จะต้องไปแก้ไข  และป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญโดยอำนาจที่ไม่ชอบธรรม. สาระสำคัญที่ควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่หรือออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใหม่ ได้แก่ :-

1) การจัดระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ เพื่อลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอันนำไปสู่ “วงจรอุบาทว์” ของการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง  และเพื่อทำให้คนดีที่มีความรู้และความสามารถ “มีโอกาส” ได้เข้ามาบริหารปกครองประเทศ  โดยจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. และ สว. ทั้งแบบทางตรงหรือการเลือกตั้งทั่วไป และแบบทางอ้อมโดย “กลุ่มสาขาอาชีพเลือกตั้งกันมาเอง”. เราจำเป็นต้องมีระบบการเลือกตั้งที่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย.

2) การทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ โดยกำหนดให้ “สภามีอายุ 4 ปี และไม่มีการยุบสภา”, กำหนดให้ “นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง” และอยู่ครบ 4 ปี แต่มีสิทธิ์ถูก “ถอดถอน” ได้ถ้ากระทำผิดตามกฎหมาย.

3) การทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็วและทั่วถึง โดยการ “ปฏิรูประบบงานและหน่วยงาน” ในกระบวนการยุติธรรม.

4) การทำให้คดีได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม โดยการจัดให้มี ”คณะลูกขุน”  และกำหนด “กรอบเวลา” ของการพิจารณาคดีของศาลทุกศาล.

5) การสนับสนุนภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมมากขึ้นในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดย “ปฏิรูปสื่อมวลชน” ให้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อสร้าง “วัฒนธรรมการคิด” ให้กับสังคมไทย และกำหนดให้ “ประชาชนคือผู้เสียหาย” ซึ่งมีสิทธิ์ฟ้องหรือร้องเรียนการกระทำอันมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ  และเจ้าหน้าที่รัฐได้.

เรื่องที่ 2.   กำหนดนโยบายสำคัญให้เป็น “ระเบียบวาระแห่งชาติ” เพื่อให้รัฐบาลใหม่ต้องนำไปดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ

การกำหนดนโยบายสำคัญให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ก็เพื่อกำหนดทิศทางประเทศไทยและลดปัญหาของสังคมไทยที่สะสมมายาวนาน, นโยบายสำคัญที่ควรกำหนดให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ได้แก่ :-

1) การนำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำประชาคมอาเซียน เช่น เรื่องการเงิน “บาทโซน”, การบินเสรีอาเซียน, ศูนย์กลางการรถไฟอาเซียน  และการเป็น “ครัว” ของอาเซียน เป็นต้น.

2) การปฏิรูประบบบริหารราชการ เพื่อลดเรื่อง “การเลือกปฏิบัติ” และเรื่อง “สองมาตรฐาน”, ยกเลิกการโยกย้ายข้าราชการไปต่างถิ่นที่สืบทอดมาจากระบบไพร่ในสมัยก่อนซึ่งส่งผลเสียต่อ “ระบบครอบครัว”.

3) การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น เพื่อสร้าง “รากฐานที่แข็งแรงและถูกต้อง” ให้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย   และสมควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงใจและจริงจัง.

4) การปฏิรูปการศึกษา เพื่อสร้างคนให้ “มีทักษะในการคิดมากกว่าการมีความรู้”, สร้างคนให้เป็นคนดีมีสมรรถนะและคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของสังคม, “มีจิตสำนึกประชาธิปไตย”  และ “มีจิตสำนึกต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ” เป็นต้น.

5) การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยการกระจายรายได้ “เพื่อปลดแอกคนในชนบทให้มีอิสระทางด้านเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่การมีอิสระทางการเมือง”  และสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกส่วนหนึ่ง.

6) การปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้คนในชนบทมีที่อยู่และเกษตรกรมีที่ทำกิน  โดยการออก “โฉนดชุมชน”  และจัดระเบียบ “ป่าไม้ชุมชน” เพื่อให้ชุมชนดูแลป่าและสามารถใช้ประโยชน์จากป่าไม้แบบยั่งยืน.

7) การปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมให้เป็นสวัสดิการจากรัฐโดยออกเป็นกฎหมายเพื่อหยุดพฤติกรรมของรัฐบาลที่ “ใช้เงินภาษีของประชาชนมาหาเสียง” ให้กับพรรคการเมืองของตน ในรูปแบบนโยบายประชานิยม และใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดมมวลชน.  สวัสดิการจากรัฐที่สำคัญคือ  เรื่องการสาธารณสุข,  การศึกษา  และ “การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของชุมชน”.

8 ) การปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและสื่อมวลชน เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิรูปสังคมในด้านการศึกษา เพื่อสร้าง “วัฒนธรรมการคิด”, และในด้านการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในด้าน “การเมือง” และ “การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ”.

ในการปฏิรูปการเมืองไทย  เราจำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีมาตราน้อยๆ “เพื่อความยั่งยืนของตัวรัฐธรรมนูญเอง” และเพื่อสร้าง “มิติใหม่” ให้กับการเมืองไทย.   มิติใหม่ของการเมืองไทย คือการตัดวงจรอุบาทว์ของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง  โดยจัดระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่เหมาะกับสังคมไทยเพื่อให้คนดีมีความสามารถ “มีโอกาส” ได้เข้ามาบริหารประเทศ.  มิติใหม่ของการเมืองไทย คือการทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ, สภามีอายุอยู่ได้ครบ 4 ปี และนายกรัฐมนตรีสามารถบริหารงานได้ต่อเนื่องครบ 4 ปี.  มิติใหม่ของการเมืองไทย คือการทำให้ประชาชน “เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” ได้โดยง่าย.  มิติใหม่ของการเมืองไทย คือ คดีต่างๆ ได้รับการตัดสินด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม, การให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังมากขึ้นในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ.

มิติใหม่ของการเมืองไทยทั้ง 5 ด้านดังกล่าวจะช่วย “สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม” และจะเป็นแรงผลักดันให้ “เศรษฐกิจไทยก้าวไกล” เพราะภาคเอกชนไทยนั้นแข็งแกร่ง  อยู่แล้ว  และสามารถนำประเทศไทยไปสู่ “การเป็นผู้นำประชาคมอาเซียน”.   การปฏิรูปประเทศไทยต้องอาศัย “นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ” มาช่วยผลักดันนโยบายสำคัญที่เป็น “ระเบียบวาระแห่งชาติ” เพื่อแก้ปัญหาของประเทศที่สะสมมายาวนาน. นโยบายสำคัญที่จำเป็นต้องกำหนดให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ได้แก่

“การปฏิรูประบบราชการ, การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น,
การปฏิรูปการศึกษา, การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน,
การปฏิรูปการสาธารณสุข,
การปฏิรูปที่ดินที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน, การกระจายรายได้
และการจัดสวัสดิการทางด้านสังคมให้กับประชาชน”.

ผมจึงขอเชิญชวนท่านที่มีความเป็นห่วงบ้านเมืองมาช่วยกันแสดงความคิดเห็น “เพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับการเมืองไทย” …มาช่วยกันมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทย “เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม” อันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย.

___________________

พีระ  พนาสุภน
6 กรกฎาคม 2553

Still quiet here.sas

Leave a Response